<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กิจกรรม-ด้านงานวิจัย Archives - มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</title>
	<atom:link href="https://www.princess-it.or.th/category/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.princess-it.org/category/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 03 May 2023 04:36:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.5</generator>

<image>
	<url>https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/07/cropped-logo_HRHfoundation_update2016-01-768x871-1-32x32.png</url>
	<title>กิจกรรม-ด้านงานวิจัย Archives - มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</title>
	<link>https://www.princess-it.org/category/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โครงการพัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-04/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=acti-2565-04</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[chanchai wongsarasin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2023 09:38:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กิจกรรม-ด้านงานวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://10.223.74.30:34910/?p=4082</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ เป้าหมาย :      1. พัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้น (Electron Linear Accelerator) จากระบบเครื่องเร่ง Medical Linac ให้ได้เครื่องที่ปรับค่าพลังงานอิเล็กตรอนได้ในช่วง 0.5 ถึง 4 ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ และประยุกต์ใช้ลำอิเล็กตรอนสำหรับการวัลคาไนซ์น้ำยางธรรมชาติระดับห้องปฏิบัติการ (ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์ เช่น ถุงมือ จุกนมยาง สายสวนปัสสาวะ และแผ่นยางใช้ในทางทันตกรรม)2. สร้างความสามารถของประเทศในการสร้างระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการวิจัยและการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม หน่วยงาน :  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สกอ., อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ, ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ สวทช. ผู้ดำเนินงาน : รศ.ดร.จิตรลดา ทองใบ, ผศ.ดร.สาคร ริมแจ่ม, ดร.จตุพร สายสุด, ผศ.ดร.ปิยรัตน์ นิมมานพิภักดิ์, ดร.ภาสรี เล้ากิจเจริญ, Mr. Michael Rhodes แผนงาน :      ปีที่ ๑ ... <a title="โครงการพัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ" class="read-more" href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-04/" aria-label="Read more about โครงการพัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ">Read more</a></p>
<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-04/">โครงการพัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="4082" class="elementor elementor-4082" data-elementor-post-type="post">
						<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-8c9a2ad elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="8c9a2ad" data-element_type="section" data-e-type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-33 elementor-top-column elementor-element elementor-element-263b76e" data-id="263b76e" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-ed34b48 elementor-nav-menu__text-align-aside elementor-widget elementor-widget-nav-menu" data-id="ed34b48" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-settings="{&quot;layout&quot;:&quot;dropdown&quot;,&quot;submenu_icon&quot;:{&quot;value&quot;:&quot;&lt;i class=\&quot;fas fa-caret-down\&quot; aria-hidden=\&quot;true\&quot;&gt;&lt;\/i&gt;&quot;,&quot;library&quot;:&quot;fa-solid&quot;}}" data-widget_type="nav-menu.default">
				<div class="elementor-widget-container">
								<nav class="elementor-nav-menu--dropdown elementor-nav-menu__container" aria-hidden="true">
				<ul id="menu-2-ed34b48" class="elementor-nav-menu"><li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28465"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/info-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">ความเป็นมา</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28462"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28463"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-ด้านงานวิจัย</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28464"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-development-of-manpower/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-พัฒนากำลังคน</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28457"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/cern-report/" class="elementor-item" tabindex="-1">รายงานปฏิบัติงานวิจัย-cern</a></li>
</ul>			</nav>
						</div>
				</div>
					</div>
		</div>
				<div class="elementor-column elementor-col-66 elementor-top-column elementor-element elementor-element-cd63780" data-id="cd63780" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-9812f77 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="9812f77" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
									<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt; color: #800080;"><strong>โครงการพัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ</strong></span></p><section></section><section></section><section class="article-content clearfix"><strong>เป้าหมาย :<br /></strong>      1. พัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้น (Electron Linear Accelerator) จากระบบเครื่องเร่ง Medical Linac ให้ได้เครื่องที่ปรับค่าพลังงานอิเล็กตรอนได้ในช่วง 0.5 ถึง 4 ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ และประยุกต์ใช้ลำอิเล็กตรอนสำหรับการวัลคาไนซ์น้ำยางธรรมชาติระดับห้องปฏิบัติการ (ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์ เช่น ถุงมือ จุกนมยาง สายสวนปัสสาวะ และแผ่นยางใช้ในทางทันตกรรม)<br />2. สร้างความสามารถของประเทศในการสร้างระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการวิจัยและการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม \<strong>หน่วยงาน :  </strong>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สกอ., อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ, ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ สวทช.<p><strong>ผู้ดำเนินงาน :</strong> รศ.ดร.จิตรลดา ทองใบ, ผศ.ดร.สาคร ริมแจ่ม, ดร.จตุพร สายสุด, ผศ.ดร.ปิยรัตน์ นิมมานพิภักดิ์, ดร.ภาสรี เล้ากิจเจริญ, Mr. Michael Rhodes</p><p><strong>แผนงาน :<br /></strong>      ปีที่ ๑ : จัดเตรียมสถานที่และระบบสาธารณูปโภค, สร้างและทดสอบระบบควบคุม, ทดสอบอุปกรณ์ในระบบเครื่องเร่งฯ, สร้างประกอบระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นที่ ปรับค่าพลังงานได้ในช่วง ๐.๕ &#8211; ๔.๐ ล้านอิเล็กตรอนโวลต์,</p><p>ปีที่ ๒ : สร้าง ทดสอบและ ติดตั้งระบบตรวจวัดสมบัติของลำอิเล็กตรอน, การพัฒนาระบบ หน้าต่างสุญญากาศ ระบบฉายลำอิเล็กตรอน ระบบถาดบรรจุ และระบบลำเลียงถาดบรรจุน้ำยาง</p><p>ปีที่ ๓ : การศึกษาการผลิตและการตรวจวัดสมบัติของลำอิเล็กตรอน และ การทดลองวัลคาไนซ์ น้ำยางด้วยลำอิเล็กตรอน งบประมาณ : ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท (ระยะเวลา ๓ ปี) โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับบริจาคระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นทางการแพทย์จากโรงพยาบาล มหาราช นครเชียงใหม่ วัลคาไนเซชัน</p><p>• กระบวนการทางเคมีที่เปลี่ยนยางธรรมชาติให้มีความคงทนมากขึ้นโดยการเติมกำมะถันหรือสารเทียบเท่าอื่นหรือการใช้เครื่องเร่งอนุถาค<br />• กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดปฏิกิริยาที่สร้างพันธะโคเวเลนต์เชื่อมระหว่างโซ่พอลิเมอร์ทั้งหลายให้เป็นโมเลกุลเดียวกันทำให้ยางมีคุณภาพคงตัวในอุณหภูมิต่างๆ ยืดหยุ่นได้มากขึ้น ทนความร้อนและแสงแดด ละลายในตัวทำละลายได้ยากขึ้น<br />• ชาร์ลส์ กูดเยียร์ เป็นผู้ค้นพบกระบวนการนี้โดยบังเอิญ ข้อดีของการวัลคาไนเซชันด้วยลำอิเล็กตรอน<br />• ไม่ใช้สารเคมีมากเมื่อเทียบกับระบบกำมะถัน และระบบเปอร์ออกไซด์<br />• สามารถทำลายหรือลดโปรตีนที่อาจทำให้เกิดการแพ้แก่ผิวหนังได้<br />• เป็นกระบวนการที่อุณหภูมิห้องส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานนาน<br />• ไม่มีสารกัมมันตรังสีตกค้าง</p><p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-4083" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/11-7-300x285.jpg" alt="" width="418" height="397" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/11-7-300x285.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/11-7.jpg 409w" sizes="(max-width: 418px) 100vw, 418px" /></p><p style="text-align: center;">ปืนอิเล็กตรอนและท่อเร่งเชิงเส้นแบบคลื่นนิ่ง</p><p><img decoding="async" class="alignnone wp-image-4084 aligncenter" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/22-4-300x187.jpg" alt="" width="622" height="388" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/22-4-300x187.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/22-4.jpg 738w" sizes="(max-width: 622px) 100vw, 622px" /></p><p style="text-align: center;">ส่วนประกอบหลักของระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ</p><p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-4085" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/33-3-300x209.jpg" alt="" width="525" height="366" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/33-3-300x209.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/33-3.jpg 390w" sizes="(max-width: 525px) 100vw, 525px" /></p><p style="text-align: center;">แผนภาพของเครื่องเร่งอนุภาคและระบบฉายลำอิเล็กตรอนพร้อมระบบลำเลียงน้ำยาง</p><p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-4086 aligncenter" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/44-3-300x223.jpg" alt="" width="595" height="442" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/44-3-300x223.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/44-3.jpg 376w" sizes="(max-width: 595px) 100vw, 595px" /></p><p style="text-align: center;">เครื่องเร่งอนุภาคและระบบฉายลำอิเล็กตรอนที่ประกอบด้วยแม่เหล็กสี่ขั้ว พร้อมระบบลำเลียงน้ำยาง ที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว</p></section>								</div>
				</div>
					</div>
		</div>
					</div>
		</section>
				</div>
		<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-04/">โครงการพัฒนาระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นสำหรับปรับปรุงวัสดุและการวัลคาไนซ์ยางธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยวิจัย CMS</title>
		<link>https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-03/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=acti-2565-03</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[chanchai wongsarasin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2023 09:25:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กิจกรรม-ด้านงานวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://10.223.74.30:34910/?p=4061</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากแนวพระราชดำริสู่ frontier research     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเชียนที่มีความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับ CERN ผ่านการทดลอง CMS มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือน CERN เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 พระองค์ทรงมีพระราชดำริและทรงเล็งเห็นว่าหากนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับ CERN ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนำของโลกก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2545 ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ได้เดินทางไป CERN และปรึกษาหารือแนวทางความร่วมมือกับการทดลอง CMS โดยการแนะนำของ Prof. John Elis, Prof. Diether Bleschschmidt จาก CERN และ Dr. Richard Breedon นักวิจัยจาก (MS โดยได้รับการสนับสนุนจาก NECTEC และได้ส่งนิสิต ป.โท จากจุฬาฯ ... <a title="ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยวิจัย CMS" class="read-more" href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-03/" aria-label="Read more about ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยวิจัย CMS">Read more</a></p>
<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-03/">ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยวิจัย CMS</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="4061" class="elementor elementor-4061" data-elementor-post-type="post">
						<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-f2edb48 elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="f2edb48" data-element_type="section" data-e-type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-33 elementor-top-column elementor-element elementor-element-29140ba" data-id="29140ba" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-61faf37 elementor-nav-menu__text-align-aside elementor-widget elementor-widget-nav-menu" data-id="61faf37" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-settings="{&quot;layout&quot;:&quot;dropdown&quot;,&quot;submenu_icon&quot;:{&quot;value&quot;:&quot;&lt;i class=\&quot;fas fa-caret-down\&quot; aria-hidden=\&quot;true\&quot;&gt;&lt;\/i&gt;&quot;,&quot;library&quot;:&quot;fa-solid&quot;}}" data-widget_type="nav-menu.default">
				<div class="elementor-widget-container">
								<nav class="elementor-nav-menu--dropdown elementor-nav-menu__container" aria-hidden="true">
				<ul id="menu-2-61faf37" class="elementor-nav-menu"><li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28465"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/info-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">ความเป็นมา</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28462"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28463"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-ด้านงานวิจัย</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28464"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-development-of-manpower/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-พัฒนากำลังคน</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28457"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/cern-report/" class="elementor-item" tabindex="-1">รายงานปฏิบัติงานวิจัย-cern</a></li>
</ul>			</nav>
						</div>
				</div>
					</div>
		</div>
				<div class="elementor-column elementor-col-66 elementor-top-column elementor-element elementor-element-31a2c2f" data-id="31a2c2f" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-82c457a elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="82c457a" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
									<p style="text-align: right;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4063 aligncenter" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/1676453325791-300x209.jpg" alt="" width="629" height="438" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/1676453325791-300x209.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/1676453325791-1024x712.jpg 1024w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/1676453325791-768x534.jpg 768w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/1676453325791.jpg 1058w" sizes="(max-width: 629px) 100vw, 629px" /><strong>จากแนวพระราชดำริสู่ frontier research</strong><br />     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเชียนที่มีความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับ CERN ผ่านการทดลอง CMS มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือน CERN เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 พระองค์ทรงมีพระราชดำริและทรงเล็งเห็นว่าหากนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับ CERN ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนำของโลกก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2545 ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ได้เดินทางไป CERN และปรึกษาหารือแนวทางความร่วมมือกับการทดลอง CMS โดยการแนะนำของ Prof. John Elis, Prof. Diether Bleschschmidt จาก CERN และ Dr. Richard Breedon นักวิจัยจาก (MS โดยได้รับการสนับสนุนจาก NECTEC และได้ส่งนิสิต ป.โท จากจุฬาฯ เข้าร่วม CERN Summer Student Program เป็นครั้งแรกโดยการสนับสนุนจาก CERN นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกับ CMS ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา <a href="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/CU-CMSv2.pdf">อ่านต่อ</a></p>								</div>
				</div>
					</div>
		</div>
					</div>
		</section>
				</div>
		<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-03/">ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยวิจัย CMS</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โครงการการประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นทางการเกษตร (Linear Application for Fruits Irradiation)</title>
		<link>https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/act-2565-02-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=act-2565-02-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[chanchai wongsarasin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2023 09:18:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กิจกรรม-ด้านงานวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://10.223.74.30:34910/?p=4048</guid>

					<description><![CDATA[<p>เนื้อหาโดย ดร.สุพัฒน์ กลิ่นเขียว สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)       การริเริ่มพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคเครื่องแรกนั้นเป็นการผลิตอนุภาคพลังงานสูงในการศึกษาโครงสร้างระดับอะตอมเท่านั้น นับจากนั้นมาจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับงานวิจัยในหลายสาขาวิชาซึ่งก่อให้เกิดองค์ความรู้และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ปัจจุบันเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น หรือ Linear Accelerator ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งในภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรม       การประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นในปัจจุบัน อาทิ          • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของ color center ซึ่งเป็นการเกิดสีเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของผลึก          • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการปรับเปลี่ยนสมบัติทางเคมีของวัสดุ เช่น การปรับปรุงคุณภาพน้ำยางโดยการเหนี่ยวนำทำให้เกิดการเชื่อมขวาง (cross-link) ในสายใยพอลิเมอร์ที่อุณหภูมิห้อง การบำบัดน้ำเสีย และกากตะกอน          • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการตรวจจับวัตถุในระบบการขนส่งและการปนเปื้อนของธาตุโลหะหนัก          • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการปลอดเชื้อ ซึ่งในอุตสาหกรรมการปลอดเชื้อนั้น จะใช้ทั้งลำอิเล็กตรอนหลังจากการเร่งจากเครื่องเร่งโดยตรง เช่น การปลอดเชื้อสำหรับวัสดุทางการแพทย์ และการใช้รังสีเอกซ์ที่ผลิตจากลำอิเล็กตรอนชนเป้าโลหะหนัก ... <a title="โครงการการประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นทางการเกษตร (Linear Application for Fruits Irradiation)" class="read-more" href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/act-2565-02-2/" aria-label="Read more about โครงการการประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นทางการเกษตร (Linear Application for Fruits Irradiation)">Read more</a></p>
<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/act-2565-02-2/">โครงการการประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นทางการเกษตร (Linear Application for Fruits Irradiation)</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="4048" class="elementor elementor-4048" data-elementor-post-type="post">
						<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-3b04879 elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="3b04879" data-element_type="section" data-e-type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-33 elementor-top-column elementor-element elementor-element-d6b0cad" data-id="d6b0cad" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-d3e2127 elementor-nav-menu__text-align-aside elementor-widget elementor-widget-nav-menu" data-id="d3e2127" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-settings="{&quot;layout&quot;:&quot;dropdown&quot;,&quot;submenu_icon&quot;:{&quot;value&quot;:&quot;&lt;i class=\&quot;fas fa-caret-down\&quot; aria-hidden=\&quot;true\&quot;&gt;&lt;\/i&gt;&quot;,&quot;library&quot;:&quot;fa-solid&quot;}}" data-widget_type="nav-menu.default">
				<div class="elementor-widget-container">
								<nav class="elementor-nav-menu--dropdown elementor-nav-menu__container" aria-hidden="true">
				<ul id="menu-2-d3e2127" class="elementor-nav-menu"><li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28465"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/info-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">ความเป็นมา</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28462"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28463"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-ด้านงานวิจัย</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28464"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-development-of-manpower/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-พัฒนากำลังคน</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28457"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/cern-report/" class="elementor-item" tabindex="-1">รายงานปฏิบัติงานวิจัย-cern</a></li>
</ul>			</nav>
						</div>
				</div>
					</div>
		</div>
				<div class="elementor-column elementor-col-66 elementor-top-column elementor-element elementor-element-d46a6fa" data-id="d46a6fa" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-349be46 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="349be46" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
									<p style="text-align: right;">เนื้อหาโดย ดร.สุพัฒน์ กลิ่นเขียว สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)</p><p>      การริเริ่มพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคเครื่องแรกนั้นเป็นการผลิตอนุภาคพลังงานสูงในการศึกษาโครงสร้างระดับอะตอมเท่านั้น นับจากนั้นมาจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับงานวิจัยในหลายสาขาวิชาซึ่งก่อให้เกิดองค์ความรู้และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ปัจจุบันเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น หรือ Linear Accelerator ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งในภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรม</p><p>      การประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นในปัจจุบัน อาทิ</p><p>         • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของ color center ซึ่งเป็นการเกิดสีเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของผลึก</p><p>         • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการปรับเปลี่ยนสมบัติทางเคมีของวัสดุ เช่น การปรับปรุงคุณภาพน้ำยางโดยการเหนี่ยวนำทำให้เกิดการเชื่อมขวาง (cross-link) ในสายใยพอลิเมอร์ที่อุณหภูมิห้อง การบำบัดน้ำเสีย และกากตะกอน</p><p>         • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการตรวจจับวัตถุในระบบการขนส่งและการปนเปื้อนของธาตุโลหะหนัก</p><p>         • การใช้เครื่องเร่งเพื่อการปลอดเชื้อ ซึ่งในอุตสาหกรรมการปลอดเชื้อนั้น จะใช้ทั้งลำอิเล็กตรอนหลังจากการเร่งจากเครื่องเร่งโดยตรง เช่น การปลอดเชื้อสำหรับวัสดุทางการแพทย์ และการใช้รังสีเอกซ์ที่ผลิตจากลำอิเล็กตรอนชนเป้าโลหะหนัก สำหรับการปลอดเชื้อผักผลไม้สด อีกทั้งยังช่วยยืดอายุผักผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวไว้ได้นาน</p><p>      จากการประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางดังข้างต้น (รูปที่ 1) จึงมีการพัฒนาออกแบบและสร้างเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นในระดับพลังงานกิโลอิเล็กตรอนโวลต์ (keV) ขึ้นไปจนถึงจิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ซึ่งในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการปลอดเชื้อในผักผลไม้สดนั้น จะต้องไม่เกินค่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้โดยองค์การอนามัยโลก (พลังงานอิเล็กตรอนต้องน้อยกว่า 7.5 MeV) เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการชักนำให้เกิดสารกัมมันตรังสีในผลไม้หลังการฉายด้วยรังสีเอกซ์ ดังนั้น ทางสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จึงริเริ่มพัฒนาออกแบบและสร้างเครื่องเร่งอิเล็กตรอนพลังงาน 6 MeV ขึ้นเอง เพื่อนำไปผลิตรังสีเอกซ์สำหรับการปลอดเชื้อผลไม้สดในเบื้องต้น ซึ่งการออกแบบและสร้างขึ้นเองในประเทศไทย จะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้เรายังสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงได้ต่อไปในอนาคต</p><p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4049 aligncenter" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/11-6-300x192.jpg" alt="" width="594" height="380" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/11-6-300x192.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/11-6.jpg 711w" sizes="(max-width: 594px) 100vw, 594px" /></p><p style="text-align: center;">รูปที่ 1 การประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นทางอุตสาหกรรม</p><p>      เนื่องจากการปนเปื้อนของแมลงและศัตรูพืช เชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในผู้บริโภค จึงมีการวิจัยพัฒนาเพื่อปรับปรุงผลไม้สดให้ปราศจากโรคดังกล่าว โดยใช้วิธีการฉายด้วยรังสีเอกซ์ที่ผลิตจากการใช้เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นในปริมาณรังสีที่ถูกดูดกลืนน้อยกว่า 10 กิโลเกรย์ (kGy) เป็นปริมาณรังสีที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายจากสารพิษที่เกิดขึ้นในผลไม้</p><p>      ปริมาณรังสีที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้และวัตถุประสงค์ของการฉายรังสีโดยไม่ทำให้สี เนื้อสัมผัส รสชาติ และคุณสมบัติทางโภชนาการของผลิตผลเปลี่ยนแปลง</p><p>      จากความต้องการดังกล่าวจึงมีการพัฒนาองค์ความรู้ในการออกแบบและสร้างเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นต้นแบบพลังงาน 6 MeV สามารถผลิตกระแสอิเล็กตรอน 180 มิลลิแอมป์ (mA) สำหรับปริมาณรังสีเอกซ์ 1 kGy โดยการผลิตรังสีเอกซ์จะผลิตจากการเร่งลำอิเล็กตรอนให้ชนกับเป้าโลหะหนัก เมื่ออิเล็กตรอนที่มีความเร็ววิ่งเข้าใกล้กับนิวเคลียสของอะตอมของเป้าโลหะนั้น ๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วจากการลดลงของพลังงานจลน์ เป็นเหตุให้ปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านรังสีเอกซ์จากการหน่วง หรือเรียกว่า Bremsstrahlung</p><p>      สถาบัน ฯ พัฒนาออกแบบระบบฉายรังสีเอกซ์ในแนวตั้งเพื่อปลอดเชื้อผลไม้สดที่พลังงานอิเล็กตรอน 6 MeV ดังแสดงใน รูปที่ 2 ซึ่งการออกแบบสร้างระบบดังกล่าวแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก สำหรับแผนการดำเนินงาน ดังนี้</p><p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-4050" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/22-3-300x233.jpg" alt="" width="543" height="422" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/22-3-300x233.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/22-3.jpg 642w" sizes="(max-width: 543px) 100vw, 543px" /></p><p style="text-align: center;">รูปที่ 2 ภาพแสดงระบบฉายด้วยรังสีเอกซ์เพื่อปลอดเชื้อผลไม้ในแนวตั้ง ณ สถาบัน ฯ</p><p>      (1) ส่วนงานการออกแบบและสร้างปืนอิเล็กตรอนและท่อเร่งลำอิเล็กตรอน ปืนอิเล็กตรอนที่ได้จากแบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์เป็นแบบไดโอด ที่ประกอบด้วย ขั้วคาโทดและอาโนด ซึ่งการผลิตลำอิเล็กตรอนจะอาศัยหลักการปลดปล่อยเนื่องจากความร้อน โดยการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับขดลวดความร้อน (heater) เพื่อส่งผ่านความร้อนไปที่ขั้วคาโทด อิเล็กตรอนอิสระถูกปลดปล่อยออกมาหลังจากได้รับพลังงานความร้อนที่ผิวคาโทด ค่าความต่างศักย์ระหว่างขั้วคาโทดและอาโนดเท่ากับ –30 กิโลโวต์ (kV) จะใช้ในการผลักอิเล็กตรอนอิสระที่ปลดปล่อยออกมาจากผิวคาโทดให้วิ่งไปยังขั้วอาโนด ดังแสดงในรูปที่ 3</p><p>      อิเล็กตรอนอิสระดังกล่าวจะเคลื่อนเข้าสู่ท่อเร่งเชิงเส้น โดยท่อเร่งอิเล็กตรอนเป็นอุปกรณ์ที่ส่งผ่านพลังงานจากคลื่นวิทยุพลังงานสูงไปยังอิเล็กตรอนผ่านสนามไฟฟ้า ซึ่งการส่งผ่านนี้เกิดขึ้นภายในท่อเร่งอิเล็กตรอนที่สภาวะสุญญากาศ และความถี่คลื่นวิทยุย่านเอสแบนด์ (S-Band) ที่มีความถี่ 2,998 เมกะเฮิร์ซ์ (MHz) แบบคลื่นนิ่ง (standing wave)</p><p>      เมื่อท่อเร่งอิเล็กตรอนได้รับพลังงานจากแหล่งจ่ายกำลังคลื่นวิทยุหรือเมกะทรอน (Magnetron) จะเกิดการสั่นพ้องและเกิดสนามไฟฟ้าเป็นคลื่นนิ่งขึ้นภายในแต่ละห้องคลื่น หรือเรียกว่า เซลล์ของท่อเร่ง เมื่ออิเล็กตรอนเคลื่อนมาถึงห้องที่หนึ่ง จะพบกับสนามไฟฟ้าที่ทำให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อเวลาผ่านไป อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปถึงห้องที่สอง สนามไฟฟ้าจะเกิดการเปลี่ยนขั้วไปจนทำให้อิเล็กตรอนพบกับสนามไฟฟ้าที่มีขนาดเท่ากันกับสนามในห้องแรก ทำให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอีกเช่นกัน และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนสุดท่อเร่งอิเล็กตรอน โดยแรงกระทำนี้จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานที่อิเล็กตรอนได้รับเพิ่มขึ้น การออกแบบท่อเร่งอนุภาคเชิงเส้นนั้นจะคำนึงถึงการกระจายของสนามไฟฟ้าในทิศทางการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนและค่าความถี่สั่นพ้อง (resonant frequency) เป็นหลัก เพื่อเร่งอิเล็กตรอนให้มีพลังงาน 6 MeV โครงสร้างของท่อเร่งอนุภาคจะเป็นแบบช่องประกบคู่ด้านข้าง (side-coupled cavity) โดยโครงสร้างแบบนี้ประกอบด้วยเซลล์ที่ใช้เร่งอนุภาค หรือ accelerating cavity และเซลล์ที่ใช้สาหรับเชื่อมต่อสนามไฟฟ้าของคลื่นนิ่งหรือ coupled cavity โดยที่ออกแบบให้ตัว coupled cavity นี้วางตัวอยู่ทางด้านข้าง (ในแนวแกน x) เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างช่องที่ใช้เร่งอนุภาค (accelerating cavities) ดังรูปที่ 4</p><p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4051 aligncenter" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/33-2-300x292.jpg" alt="" width="553" height="538" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/33-2-300x292.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/33-2.jpg 323w" sizes="(max-width: 553px) 100vw, 553px" /></p><p style="text-align: center;">รูปที่ 3 แสดงภาคตัดขวางสามมิติของปืนอิเล็กตรอนแบบ (บน) และ</p><p style="text-align: center;">ความหนาแน่นกระแสในปืนอิเล็กตรอน (ล่าง)</p><p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4052 aligncenter" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/44-2-300x109.jpg" alt="" width="619" height="225" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/44-2-300x109.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/44-2-768x279.jpg 768w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/44-2.jpg 808w" sizes="(max-width: 619px) 100vw, 619px" /></p><p style="text-align: center;">รูปที่ 4 ออกแบบคำนวณเชิงคณิตศาสตร์ของท่อเร่งเชิงเส้นโดยมีการกระจายสนามไฟฟ้าแนวนอนตลอดท่อเร่ง (ด้านซ้าย) เพื่อเร่งอิเล็กตรอนให้มีพลังงาน 6 MeV ณ ปลายท่อเร่ง</p><p>      การออกแบบและสร้างระบบรายรอบดังแสดงในรูปที่ 5 ซึ่งประกอบด้วย</p><p>         • ระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบน้ำหล่อเย็นที่อุณหภูมิ 40°C ทั้งสำหรับท่อเร่งและเป้ารังสีเอกซ์ ระบบสุญญากาศที่ระดับความดัน 10-10–10-11 ทอร์ (torr) ในระบบท่อเร่งเชิงเส้น ขณะที่ในห้องฉายหรือ scan horn มีระดับความดัน 10-7 ทอร์</p><p>         • แหล่งจ่ายไฟฟ้าและคลื่นวิทยุ ระบบควบคุมความถี่อัตโนมัติ (Automatic Frequency Control: AFC) ใช้ในการปรับความถี่ของแม็กนีตรอน หรือความถี่คลื่นวิทยุที่จ่ายให้ท่อเร่ง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามความถี่สั่นพ้องในท่อเร่ง ด้วยอัลกอริทึมการควบคุมแบบ fuzzy logic ที่พัฒนาขึ้นเอง</p><p>         • ระบบประมวลผลกลางและควบอัตโนมัติ ระบบวัดปริมาณรังสี (Dosimetry System) และระบบอินเทอร์ล็อก (Interlock)</p><p>         • ชุดฐานรองยึดชุดแม่เหล็ก ระบบวัด และระบบเครื่องเร่งเชิงเส้นในแนวตั้ง เพื่อการฉายในแนวตั้งโดยมีสายพานลำเลียงในการลำเลียงผลผลิตสู่กระบวนการฉาย</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-4053" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/55-1-267x300.jpg" alt="" width="267" height="300" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/55-1-267x300.jpg 267w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/55-1.jpg 319w" sizes="(max-width: 267px) 100vw, 267px" /></p><p style="text-align: center;">รูปที่ 5 ภาพสามมิติของระบบการฉายรังสีเอ็กซ์ในแนวตั้ง</p><p>      (2) ส่วนงานระบบควบคุมกลางเพื่อติดต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทำการควบคุมลำอิเล็กตรอนและกระบวนการฉายอัตโนมัติโดยอ้างอิงจากการตรวจวัดขนาดมิติของผลผลิตที่ต้องการฉาย</p><p>      (3) ส่วนงานการคำนวณ ออกแบบ และสร้างระบบลำเลียงลำอิเล็กตรอน โดยระบบลำเลียงลำอิเล็กตรอนจะใช้แม่เหล็กสองขั้วหรือ scanning magnet ซึ่งผลิตสนามแม่เหล็กในการควบคุมทิศทางของการกวาดลำอิเล็กตรอนเพื่อให้ตกกระทบบนเป้ารังสีเอกซ์อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้การฉายบนผลผลิตครอบคลุมในปริมาณรังสีที่เราควบคุม</p><p>      (4) ระบบฉายรังสีเอกซ์ ที่ประกอบด้วยห้องฉายหรือ scan horn พร้อมเป้ารังสีเอกซ์ ในการคำนวณออกแบบจำเป็นต้องให้ได้ปริมาณรังสีเอกซ์มากสุด จากการชนด้วยลำอิเล็กตรอนกำลังเฉลี่ย 1.1 kW ที่พลังงาน 6 MeV</p><p>      ในขณะนี้ โครงการได้ทดสอบการทำงานในแต่ละส่วนข้างต้นในเบื้องต้นแล้วเสร็จ จึงนำทุกระบบมาประกอบติดตั้ง โดยก่อนดำเนินการผลิตรังสีเอกซ์นั้น ระบบเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นจะต้องทำการทดสอบในสภาวะสุญญากาศ เพื่อให้ปืนอิเล็กตรอนสามารถปลดปล่อยอิเล็กตรอนอิสระเข้าสู่ท่อเร่งได้อย่างต่อเนื่อง และการส่งผ่านคลื่นวิทยุกำลังสูงเข้าสู่ท่อเร่งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เกิดการอาร์คทางไฟฟ้าที่ผิวภายในของท่อเร่ง อันจะส่งผลต่อการเร่งหรือให้พลังงานกับอิเล็กตรอนที่เคลื่อนในท่อเร่ง การทดสอบระบบท่อเร่งต้องทำระบบสุญญากาศของเครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้น ด้วยการอบไล่อากาศด้วยความร้อน หรือ Baking ที่อุณหภูมิสูงสุด 170oC เพื่อให้ระดับสุญญากาศภายในท่อเร่งเชิงเส้นมีค่าประมาณ 10-8–10-9ทอร์ ดังแสดงใน รูปที่ 6</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-4054" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/66-1-300x130.jpg" alt="" width="634" height="275" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/66-1-300x130.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/66-1-768x333.jpg 768w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/66-1.jpg 933w" sizes="(max-width: 634px) 100vw, 634px" /></p><p style="text-align: center;">รูปที่ 6 ชุดท่อเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นพร้อมระบบท่อนำคลื่นวิทยุ ถูกอบไล่ด้วยความร้อน โดยการใช้เส้นลวดความร้อนพันรอบชุดท่อเร่ง</p><p>      หลังจากนั้นจึงดำเนินการจ่ายคลื่นความถี่วิทยุผ่านท่อนำคลื่น โดยต้องเริ่มจ่ายคลื่นวิทยุแบบพัลส์จากแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุ จากมอดูเลเตอร์ของแมกนีตรอนที่ค่า Duty cycle ต่ำ ๆ และให้ค่า repetition rate คงที่ที่ 200 เฮิร์ตซ์ (Hz) เนื่องจากในกระบวนการขึ้นรูปท่อเร่งและท่อนำคลื่น ที่ทำจากวัสดุทองแดงปราศจากออกซิเจนนั้น ผิวของทองแดงจะไม่เรียบ เมื่อจ่ายคลื่นวิทยุผ่านท่อนำคลื่นจะเกิดการอาร์คที่ผิวทองแดงเกิดการหลุดของโมเลกุลก๊าซออกมาจำนวนมาก จึงควรจะเริ่มจ่ายคลื่นวิทยุด้วยค่า Duty cycle ต่ำๆ หรือเริ่มจ่ายที่กำลังคลื่นวิทยุค่าน้อย ๆ ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า RF processing</p><p>      โดยการทำ RF processing จะเกิดการปลดปล่อยโมเลกุลก๊าซออกมามากจนระดับความดันสุญญากาศมีค่าเพิ่มขึ้นมาก เมื่อทำ RF processing แล้วเสร็จ พบว่าระดับสุญญากาศภายในท่อเร่งได้ประมาณ 7.2 10-10 ทอร์ ดังแสดงในรูปที่ 7</p><p>      การทำระบบสุญญากาศด้วยลำอิเล็กตรอนที่ถูกเร่งผ่านท่อเร่งเชิงเส้นไปสู่เป้ารังสีเอกซ์ต่อไป รังสีเอกซ์จะถูกปลดปล่อยในทิศทางไปข้างหน้า และถูกฉายบนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งปริมาณรังสีเอกซ์จะถูกควบคุมตามวัตถุประสงค์การฉายและชนิดของผลไม้ ด้วยการควบคุมอัตราเร็วในการลำเลียงผลไม้ขณะทำการฉาย</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-4055" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/77-1-300x209.jpg" alt="" width="569" height="397" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/77-1-300x209.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/02/77-1.jpg 537w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></p><p style="text-align: center;">รูปที่ 7 ระดับความดันสุญญากาศภายในระบบท่อเร่งอิเล็กตรอนขณะจ่ายคลื่นวิทยุกำลังสูง</p>								</div>
				</div>
					</div>
		</div>
					</div>
		</section>
				</div>
		<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/act-2565-02-2/">โครงการการประยุกต์ใช้เครื่องเร่งอิเล็กตรอนเชิงเส้นทางการเกษตร (Linear Application for Fruits Irradiation)</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE/CERN</title>
		<link>https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-01/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=acti-2565-01</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[chanchai wongsarasin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2023 08:33:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กิจกรรม-ด้านงานวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://10.223.74.30:34910/?p=4028</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE/CERNเนื้อหาโดย : ผศ. ดร. ชิโนรัตน์ กอบเดช สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีดร.กฤษดา กิตติมานะพันธ์ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติดร. ขจรพงษ์ อัครจิตสกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี         อนุภาค และ ฟิสิกส์อนุภาค คือ อะไร     หลาย ๆ คน คงได้ยินข่าวเรื่อง ฝุ่น PM 2.5 มากันแล้วบ้าง  ตัวอักษร PM นั้น ย่อมาจากคำว่า Particulate Matters ซึ่งเป็นคำศัพท์มาตรฐานที่ใช้เรียก ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยตัวเลข 2.5 นั้นมีหน่วยเป็น ไมครอนหรือไมโครเมตร  (10-6 เมตร) หรือ หากจะเปรียบเทียบก็คือ การที่เราแบ่งความยาว 1 เมตร ออกเป็นหนึ่งล้านส่วนเล็ก ๆ ... <a title="ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE/CERN" class="read-more" href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-01/" aria-label="Read more about ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE/CERN">Read more</a></p>
<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-01/">ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE/CERN</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="4028" class="elementor elementor-4028" data-elementor-post-type="post">
						<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-b8e42a8 elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="b8e42a8" data-element_type="section" data-e-type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-33 elementor-top-column elementor-element elementor-element-35205fc" data-id="35205fc" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-08481f0 elementor-nav-menu__text-align-aside elementor-widget elementor-widget-nav-menu" data-id="08481f0" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-settings="{&quot;layout&quot;:&quot;dropdown&quot;,&quot;submenu_icon&quot;:{&quot;value&quot;:&quot;&lt;i class=\&quot;fas fa-caret-down\&quot; aria-hidden=\&quot;true\&quot;&gt;&lt;\/i&gt;&quot;,&quot;library&quot;:&quot;fa-solid&quot;}}" data-widget_type="nav-menu.default">
				<div class="elementor-widget-container">
								<nav class="elementor-nav-menu--dropdown elementor-nav-menu__container" aria-hidden="true">
				<ul id="menu-2-08481f0" class="elementor-nav-menu"><li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28465"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/info-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">ความเป็นมา</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28462"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28463"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-ด้านงานวิจัย</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28464"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-development-of-manpower/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-พัฒนากำลังคน</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28457"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/cern-report/" class="elementor-item" tabindex="-1">รายงานปฏิบัติงานวิจัย-cern</a></li>
</ul>			</nav>
						</div>
				</div>
					</div>
		</div>
				<div class="elementor-column elementor-col-66 elementor-top-column elementor-element elementor-element-d34641d" data-id="d34641d" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-6060517 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="6060517" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
									<p style="text-align: right;">ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE/CERN<br />เนื้อหาโดย : ผศ. ดร. ชิโนรัตน์ กอบเดช สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี<br />ดร.กฤษดา กิตติมานะพันธ์ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)<br />ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ<br />ดร. ขจรพงษ์ อัครจิตสกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</p><p><strong>        อนุภาค และ ฟิสิกส์อนุภาค คือ อะไร<br /></strong>     หลาย ๆ คน คงได้ยินข่าวเรื่อง ฝุ่น PM 2.5 มากันแล้วบ้าง  ตัวอักษร PM นั้น ย่อมาจากคำว่า Particulate Matters ซึ่งเป็นคำศัพท์มาตรฐานที่ใช้เรียก ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยตัวเลข 2.5 นั้นมีหน่วยเป็น ไมครอนหรือไมโครเมตร  (10-6 เมตร) หรือ หากจะเปรียบเทียบก็คือ การที่เราแบ่งความยาว 1 เมตร ออกเป็นหนึ่งล้านส่วนเล็ก ๆ ที่เท่ากัน แล้วหยิบออกมาเพียง 1 ชิ้น ก็จะได้ชิ้นส่วนเล็ก ๆ  ที่มีขนาด 1 ไมครอน  ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมของเราถึง 50 เท่า และเป็นการยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า ชิ้นที่ส่วนเล็กมาก ๆ เหล่านี้จะมีชื่อเรียกว่า  “อนุภาค”  โดยคำว่า “อนุ” ก็คือ เล็ก ๆ นั่นเอง</p><p>     ฟิสิกส์อนุภาค (Particle Physics) คือ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาสิ่งไม่มีชีวิตขนาดเล็ก ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของโลกและจักรวาล แต่การศึกษาของชิ้นที่เล็กมาก ๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่านั้น ต้องมีการออกแบบเครื่องมือที่มีความสามารถสูงที่จะช่วยให้เราศึกษาอนุภาคเหล่านี้ได้  ยิ่งอนุภาคมีขนาดเล็กมากเพียงใด เครื่องมือที่ใช้ศึกษาก็ต้องมีความสามารถสูงและซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย</p><p>     วิธีการและเครื่องมือหลัก ๆ ที่ใช้ในการศึกษาอนุภาคเล็ก ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการเกิดขึ้นของจักรวาล หรือ ต่อไปนี้จะเรียกว่า อนุภาคมูลฐาน (elementary particles) โดยสรุปนั้นประกอบด้วย</p><p>     1. แนวความคิดในเชิงสมมติฐานที่สามารถอธิบายได้ โดยใช้คณิตศาสตร์หรือทฤษฎี (theory)<br />     2. เครื่องเร่งอนุภาค (accelerator) ซึ่งทำหน้าที่เร่งอนุภาคให้เคลื่อนที่เข้าชนกัน เพื่อศึกษาว่าอนุภาคนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และหลังจากการชนกันแล้ว ทำให้เกิดปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นตามมาบ้าง<br />     3. เครื่องมือสำหรับใช้วัด หรือ หัววัด (detector) ที่มีการออกแบบเพื่อให้สามารถตรวจวัดค่าและปริมาณต่าง ๆ ทางกายภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นจากการชนกันของอนุภาคมูลฐานเหล่านี้ได้<br />     4. ระบบเก็บข้อมูลสำหรับค่าที่วัดได้ (computer and storage system)<br />     5. การวิเคราะห์และประมวลผล (data analysis)เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสรุปเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่กำลังศึกษาค้นคว้าอยู่</p><p>     ในหัวข้อนี้ เราจะเน้นไปถึงการออกแบบและสร้างเครื่องมือสำหรับใช้วัดหรือตรวจจับอนุภาค ที่มีขนาดเล็กระดับ 10-18–10-15 เมตร หรือ  1  ใน ล้านล้านล้าน ถึงพันล้านล้านส่วน (  1/1,000,000,000,000,000,000-1/1,000,000,000,000,000)</p><p>หากจะเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ ลองจินตนาการดูว่า ถ้ามีรถยนต์สองคันวิ่งเข้าชนกันด้วยความเร็วสูง การชนกันนี้จะทำให้เกิดเศษโลหะและชิ้นส่วนต่าง ๆ กระเด็นหลุดออกจากรถยนต์ที่เข้าชนกัน ในเวลาช่วงเสี้ยววินาที</p><p>ที่เกิดการชนเกิดขึ้น  ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีขนาดที่แตกต่างกัน เคลื่อนที่ด้วยความเร็วและทิศทางที่ไม่เหมือนกัน  ดังนั้น หากเราต้องการที่จะออกแบบเครื่องมือให้สามารถวัดความเร็ว และทิศทางของชิ้นส่วนของรถยนต์ที่กระเด็นออกมา ในช่วงระยะเวลาที่สั้นมากนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้นหากชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กมากที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า อย่างเช่นในกรณีของอนุภาคมูลฐานที่เราสนใจ  ข้อมูลต่าง ๆ ของอนุภาคที่เกิดขึ้นหลังจากการชนมีเป็นจำนวนมาก และมีความหลากหลาย<br />ด้วยเหตุนี้อุปกรณ์หรือ หัววัด ที่ใช้ตรวจจับอนุภาคต่าง ๆ จึงต้องมีความประสิทธิภาพสูงและใช้เทคโนโลยีในการออกแบบและสร้างที่มีความซับซ้อนมาก<br />ดังนั้น การเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาระบบตรวจวัดอนุภาคของนักวิจัยไทยกับห้องปฏิบัติการไออนหนักอลิซ (A Large Ion Collider Experiment, ALICE) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการหนึ่ง ของสถาบันวิจัยทางนิวเคลียร์ยุโรปหรือ เซิร์น (CERN) เกิดขึ้นด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนับสนุนให้ที่จะให้นักวิทยาศาสตร์จากประเทศไทยได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยที่เซิร์น เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ ถ่ายทอดและปรับแปลงเทคโนโลยีขั้นสูงมาสู่ประเทศไทย</p><p><strong>ALICE คือ อะไร<br /></strong>     ALICE เป็นหนึ่งในการทดลองขนาดใหญ่ที่ตรวจจับอนุภาคและสสารที่เกิดขึ้นจากการชนกันของไอออนหนัก (heavy-ion) ในเครื่องชนอนุภาคฮาดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider, LHC) โดยจากการคำนวณทางทฤษฏีพบว่าขณะที่เกิดการชนกันของไออนหนัก จะมีโอกาสที่ทำให้เกิดภาวะที่พลังงานและความร้อนสูงมากเพียงพอ (อุณหภูมิสูงกว่า 100,000 เท่าของศูนย์กลางดวงอาทิตย์) ที่จะทำให้เกิด  “สถานะพลาสมาของควาร์กและกลูออน” (quark-gluon plasma–QGP) โดยถือว่าควาร์กเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโปรตอนและนิวตรอน  และกลูออน คือ อนุภาคยึดเหนี่ยวควาร์กเข้าไว้ด้วยกัน  จากการคำนวณนักฟิสิกส์อนุภาคทำให้เชื่อกันว่า การชนของไอออนหนักดังกล่าวสามารถสร้างภาวะที่ใกล้เคียงกับการเกิดบิ๊กแบง (Big Bang)  ซึ่งคาดว่าจะสามารถตอบคำถามสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องจุดกำเนิดของจักรวาลและการเกิดขึ้นของสสารชนิดต่าง ๆ ในระยะถัดมา<br />การตรวจจับอนุภาคและสสารที่เกิดขึ้นจากการชนกันของไอออนหนัก จะอาศัยเครื่อง ALICE detector ที่ยาว 26 เมตร กว้าง 16 เมตร และสูง 16 เมตร ซึ่งได้รับการติดตั้งอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินลึกลง 56  เมตร ในหมู่บ้าน St. Genis-Pouilly ประเทศฝรั่งเศส มีนักวิทยาศาสตร์กว่า 1,000 คน จากกว่า 100 สถาบัน ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงนักวิทยาศาสตร์จากประเทศไทย ร่วมมือกันศึกษาผลการทดลองยิงอนุภาคหนักให้ชนกันดังกล่าว</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/11-5-300x254.jpg" alt="" width="380" height="321" /></p><p>     ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา เซิร์นได้ปิดระบบมีกำหนดเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ตลอดจนทำการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ในอุโมงค์วงแหวน ซึ่งเรียกว่า การปิดทำการระยะยาว ครั้งที่สอง (the second long shutdown–LS2) โดย ALICE เองก็ได้ใช้โอกาสเดียวกันนี้ปรับปรุงระบบหัววัดต่าง ๆ ที่สำคัญ และจำเป็นต่อการทำงานของโครงการ ALICE  โดยระบบหนึ่งที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นระบบที่อยู่ใกล้จุดที่เกิดการชน (interaction point) ของไอออนหนัก ที่ให้ข้อมูลสำคัญของการเกิดขึ้นและมีอยู่ของจักรวาล ตลอดจนการสร้างสสารต่าง ๆ คือ ระบบตรวจวัดทางเดินของอนุภาคด้านใน (Inner Tracking System: ITS) ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือของประเทศทั้งหมด 14  ประเทศ  โดยมี ดร. ลูเซียโน มูซา (Luciano Musa) เป็นหัวหน้าโครงการ ที่นักวิจัยไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิจัยและการพัฒนา</p><p><strong>ระบบตรวจวัดทางเดินของอนุภาคด้านใน (Inner Tracking System: ITS) คือ อะไร</strong></p><p>ระบบ ITS เป็นระบบที่อยู่ชั้นในสุด ประกอบขึ้นจาก แถบรองรับเซนเซอร์ (stave) ที่นำมาเรียงประกอบกันเป็นรูปทรงกระบอกล้อมรอบบริเวณที่เกิดการชนกันของอนุภาค ซึ่งบนแต่ละแถบรองรับเซนเซอร์นี้จะติดตั้งเซนเซอร์รับภาพแบบ Complementary Metal-Oxide Semiconductor (CMOS) สำหรับใช้ในการตรวจวัดทางเดินของอนุภาคที่เกิดขึ้นหลังการชนกัน   โดยนักวิจัยจากประเทศไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการศึกษาหาวัสดุที่เหมาะสม ในการผลิตเซนเซอร์ที่มีขนาดพิกเซลขนาด 28 x 28 ไมโครเมตร และมีความบางเพียง 50 ไมโครเมตร, ร่วมทดสอบการทำงาน และวัดประสิทธิภาพของเซนเซอร์ต้นแบบโดยใช้ลำอิเล็กตรอน, จำลองสถานการณ์การวัดอนุภาคที่เคลื่อนที่ผ่าน, ออกแบบและทดสอบระบบควบคุมการรับส่งข้อมูลของหัววัด เข้ากับระบบประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ โดยสถาบันการศึกษาและวิจัยของไทยที่เข้าร่วมการศึกษาและวิจัยมีทั้งสิ้น 4 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (SUT) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (SLRI) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (โดย TMEC) ได้เข้าร่วม โครงการวิจัย เรื่องการปรับปรุงระบบ ITS และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT)  ได้เข้าร่วมพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ แบบ Online-Offline (O2) กับ ALICE โดยได้รับการสนับสนุนจากทุน CPMO ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) 50% ในรูปแบบเงินสมทบ ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดอีก 50% รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 28 ล้านบาท</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/22-2-300x232.jpg" alt="" width="436" height="337" /></p><p>     ระบบ ITS ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว จะได้รับการติดตั้งและทดสอบที่ห้องปฏิบัติการ ALICE ITS บนภาคพื้นดิน เพื่อทดสอบการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่จะถูกนำลงไปติดตั้งยังบริเวณชั้นใต้ดินในปลายปี พ.ศ. 2563 ซึ่งการปรับปรุงนี้จะสามารถช่วยให้ ALICE ตรวจจับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการชนของไออนหนักได้ละเอียดมากขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุภาคที่เกิดขึ้น แล้วสลายตัวไปภายในเวลาเสี้ยววินาทีที่สั้นมาก ๆ ทั้งนี้เมื่อสามารถตรวจจับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นและมีความละเอียดสูงขึ้น การบันทึกผลและนำส่งข้อมูลไปเก็บรักษาเพื่อรอการวิเคราะห์ผล ย่อมต้องใช้เครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงเพิ่มขึ้นด้วย โดยระบบคอมพิวเตอร์ ได้ถูกออกแบบใหม่ เพื่อรองรับข้อมูลที่เกิดขึ้นหลังจากการปรับปรุงหัววัดต่าง ๆ ของ ALICE ระบบนี้เรียกว่า Online-Offline หรือ O2</p><p>ระดับระบบตรวจจับอนุภาคต่าง ๆ สำหรับระบบติดตามอนุภาคภายในระบบใหม่นี้ จะมีประสิทธิภาพในการตรวจจับอนุภาคได้ดีขึ้น และมีการบันทึกข้อมูลได้เร็วขึ้นกว่า 50 เท่า อีกทั้งระบบติดตามอนุภาคนี้จะรบกวนเส้นทางของอนุภาคที่เกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบติดตามอนุภาคนี้ คือ เซนเซอร์ที่ทำจากซิลิคอน ซึ่งจะผลิตสัญญาณไฟฟ้าเมื่อมีอนุภาคพลังงานสูงพุ่งผ่าน แต่เนื่องจากเซนเซอร์เหล่านี้เป็นเซนเซอร์ที่ออกแบบขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีแบบใหม่<br />ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทดสอบและศึกษาคุณลักษณะของเซนเซอร์เหล่านี้ ด้วยอนุภาคที่ใกล้เคียงกับอนุภาคที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลองของ ALICE ณ สถานีทดลองลำอนุภาคต่าง ๆ ทั่วโลก</p><p><strong> อุปกรณ์ตรวจจับอนุภาคที่ระบบ ITS  ของ  ALICE    </strong>อุปกรณ์ตรวจจับอนุภาคที่ระบบ ITS ของ  ALICE ประกอบด้วย  pixel detector รวมทั้งหมดประมาณ 12,500 ล้าน Pixel หรือ คิดเป็นพื้นที่โดยรวม 10 ตารางเมตร โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ</p><p><strong>    </strong>1)  Pixel detector ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเมื่อมีอนุภาคเคลื่อนที่ผ่าน ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้รองรับการตรวจจับและการส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูง</p><p><img loading="lazy" decoding="async" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/33-1-300x117.jpg" alt="" width="554" height="216" /><strong>    </strong>2)  ส่วนของโครงสนับสนุนที่สร้างจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ที่ออกแบบมาให้ใช้ปริมาณวัสดุในจำนวนจำกัด แต่ยังคงความแข็งแรงเพื่อการสนับสนุนทางกายภาพ</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/44-1-300x129.jpg" alt="" width="500" height="215" /></p><p>3) แผ่นลดอุณหภูมิทำหน้าที่รับความร้อนจาก pixel chip โดยความร้อนจะถูกกำจัดผ่านท่อความเย็นหรือระบบ microchannel ที่มีของเหลวทำความเย็นไหลเวียนอยู่</p><p><strong>ความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทย</strong></p><p>1) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (Suranaree University of Technology, SUT)</p><p>การปรับปรุงหัววัด ITS ต้องใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ (CMOS particle detectors) ที่มีขนาดบางระดับไมโครเมตร มีความไวสูง และมีความทนทานต่อความเสียหาย หรือการทำงานผิดปกติ ที่อาจจะเกิดจากการรับรังสีปริมาณมาก (radiation hardness) และสมรรถนะที่สูงของเซนเซอร์นี้ทำให้อัตราการใช้ไฟฟ้าและพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นก็สูงตามไปด้วย การออกแบบเซนเซอร์ให้สามารถทำงานได้ในสภาวะดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาระบบระบายความร้อนของเซนเซอร์ประกอบด้วย โดยก่อนการผลิตเซนเซอร์ต้นแบบ นักวิจัยต้องออกแบบและจำลองผลการทำงาน เพื่อให้ได้เซนเซอร์ที่มีความสามารถตรงตามวัตถุประสงค์</p><p>นอกจากนั้น เมื่ออนุภาคชนิดต่าง ๆ ที่เกิดจากการชนของอนุภาคที่จุดอันตรกิริยา (interaction) เคลื่อนที่ผ่านหัววัด  รูปทรงของหัววัดที่ประกอบด้วย โครงสนับสนุนและระบบระบายความร้อน จะมีผลต่อทิศทางการเคลื่อนที่ของอนุภาค และการสูญเสียพลังงานของอนุภาค ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีรับผิดชอบการทำแบบจำลองเหตุการณ์หลังการชนของอนุภาค โดยพิจารณารูปทรงแบบเรขาคณิตที่สร้างขึ้น และคำนวณค่า Material Budget จากข้อมูลวัสดุจริงที่ใช้ประกอบขึ้นเป็นหัววัด เพื่อคัดเลือกรูปทรงของหัววัดที่เหมาะสมที่สุดก่อนที่จะนำไปสร้างจริง</p><p>ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้ทดสอบการอ่านค่าสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ก่อนและหลังรับรังสีปริมาณสูง ร่วมกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อศึกษาผลการทำงานของเซนเซอร์ว่าได้ผลตรงตามที่ออกแบบและจำลองไว้หรือไม่ ถัดมาจึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทดสอบการทำงานของหัววัดหลังจากที่ได้มีการประกอบและติดตั้งเซนเซอร์ลงบนโครงสร้างอื่น ๆ และเชื่อมต่อสายสัญญาณเพื่อรับ–ส่งข้อมูลไปยังระบบคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองและบันทึกผล</p><p>ในเฟสสุดท้ายจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการทดสอบการทำงานอย่างเต็มระบบของหัววัด ITS และ การติดตั้งในอุโมงค์ของอลิซ พร้อมทั้งศึกษาประสิทธิภาพของหัววัด ITS ใหม่นี้ เปรียบเทียบกับตัวเก่าในการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ของอนุภาคมูลฐาน ชนิดที่มีควาร์กชนิด charm เป็นองค์ประกอบ</p><p><strong>2) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (SLRI) </strong></p><p>มีการริเริ่มสร้างสถานีทดลองลำอนุภาคของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนและเซิร์น สถานีทดลองลำอนุภาคได้รับการออกแบบให้สามารถผลิตลำอิเล็กตรอนที่มีพลังงานระหว่าง 40 MeV–1.2 GeV และมีความเข้มของลำอิเล็กตรอนตั้งแต่ 1–2 ตัว (ของอิเล็กตรอน) ไปจนถึงหลายพันล้านตัวต่อรอบการผลิต เนื่องจากลำอิเล็กตรอนและระบบลำอิเลียงอิเล็กตรอนที่นำมาใช้งานนี้ เป็นส่วนหนึ่งของระบบเติมเต็มอิเล็กตรอนให้กับส่วนกักเก็บอิเล็กตรอน เพื่อผลิตแสงซินโครตรอน ดังนั้น ความเข้มของลำอิเล็กตรอนที่ผลิต และส่งผ่านในระบบนี้จึงมีค่ามาก และไม่สามารถนำมาใช้ในการทดสอบคุณลักษณะของเซนเซอร์ สำหรับการยกระดับระบบติดตามอนุภาคภายในได้</p><p>ดังนั้น เพื่อให้สถานีทดลองอนุภาคสามารถผลิตลำอิเล็กตรอนที่ต้องการได้ ทางสถาบันฯ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบลำเลียงอนุภาคที่ใช้ในปัจจุบั นและติดตั้งระบบลดความเข้ม หรือจำนวนของอิเล็กตรอนเพิ่มเติม ระบบลดความเข้มของลำอิเล็กตรอนนี้ประกอบด้วยแท่งโลหะทังสเตน ที่มีลักษณะเป็นรูปลิ่ม ซึ่งช่วยในการปรับเข้มเข้มของลำอิเล็กตรอนที่ถูกส่งผ่านไปยังสถานีทดลองลำอนุภาค ลำอิเล็กตรอนที่ใช้ในการทดสอบเพื่อศึกษาคุณลักษณะของเซนเซอร์จะมีพลังงานเท่ากับ 1.0–1.2 GeV และมีความเข้มของลำอิเล็กตอนที่น้อยกว่า 5 ตัวต่อรอบการผลิต</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/55-300x214.jpg" alt="" width="530" height="378" /></p><p>     เมื่อได้ลำอิเล็กตรอนที่มีลักษณะตามที่ต้องการแล้ว จะมีการนำลำอิเล็กตรอนนี้ไปใช้ในการทดสอบเซนเซอร์ โดยการบังคับให้ลำอิเล็กตรอนพุ่งเข้าชนชุดทดสอบ ซึ่งประกอบด้วยเซนเซอร์ 7 ชั้น โดยเซนเซอร์ชั้นที่ 4 ซึ่งอยู่ตรงกลาง เป็นชั้นที่เราต้องการทดสอบ ส่วนอีก 6 ชั้นที่เหลือ (ชั้นที่ 1–3 และชั้นที่ 5–7) จะเป็นชั้นที่ใช้สำหรับอ้างอิงเส้นทางของอนุภาคอิเล็กตรอน จากการทดสอบเซ็นเซอร์ด้วยลำอิเล็กตรอนที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการพบว่า ประสิทธิภาพของเซนเซอร์ที่จะใช้ในการยกระดับระบบติดตามภายใน มีค่ามากกว่า 99% ซึ่งสอดคล้องความต้องการที่ได้ออกแบบไว้ตอนเริ่มต้น</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span><strong>3) ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Microelectronics Center, TMEC)</strong></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์หรือ TMEC เข้ามามีส่วนร่วมในส่วนของการจำลองการทำงานของ pixel detector ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การตรวจสอบแผ่นผลึกฐานรองซิลิคอนที่มีความต้านทานสูง ที่ใช้ผลิต pixel detector และการสร้างระบบ Microchannel Heat Exchanger ด้วยกระบวนการสร้างไมโครชิป</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span><strong>การจำลองการทำงานของ pixel detector ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์</strong></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>Pixel detector มีหน้าที่ในการตรวจจับอนุภาค โดยเมื่ออนุภาคเคลื่อนที่ชนหรือผ่าน pixel จะเกิดสัญญาณไฟฟ้า ส่วนหนึ่งของเป้าหมายของการออกแบบ pixel detector คือ การสร้างสัญญาณไฟฟ้าที่แตกต่างจากสัญญาณรบกวนอย่างชัดเจน ซึ่งมีตัวแปรที่ใช้ออกแบบหลายแบบ เช่น ขนาด ระยะห่างจากบริเวณรอบข้าง ความลึกของรอยต่อ ความเข้มข้นของสารเจือ ฯลฯ ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้การจำลองโดยคอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าว กับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้น โดย TMEC เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ที่ช่วยลดเวลาในการคำนวณลง ทำให้สามารถศึกษาความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ละเอียดขึ้น และนำไปสู่การเลือกตัวแปรที่ส่งผลต่อสัญญาณไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญต่อไป</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span><strong>การตรวจสอบแผ่นผลึกฐานรองซิลิคอนที่มีความต้านทานสูงที่ใช้ผลิต pixel detector</strong></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>ในการออกแบบ pixel detector สำหรับระบบตรวจจับอนุภาค มีปัจจัยและตัวแปรจำนวนมากที่จะส่งผลต่อคุณสมบัติการเก็บรวบรวมประจุ และประสิทธิภาพโดยรวมของอุปกรณ์ โดยเฉพาะค่าสภาพความต้านทาน และค่าความหนาของชั้นตรวจจับอนุภาค ทาง TMEC เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาคุณสมบัติของแผ่นผลึกฐานรองซิลิคอนที่มีความต้านทานสูง ทั้งก่อนและหลังผลิตเป็น pixel detector โดยใช้เครื่องมือวัดภายในศูนย์ฯ เพื่อตรวจสอบค่าสภาพความต้านทาน และความหนาของชั้นตรวจจับอนุภาค โดยจะมีการนำข้อมูลการวัดที่ได้ไปใช้เพื่อปรับเทียบแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้วยคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อการทำนายการทำงานของเซนเซอร์ การปรับปรุงคุณลักษณะทางไฟฟ้า และความทนทานต่อการแผ่รังสีที่ดีขึ้น</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/66-300x134.jpg" alt="" width="629" height="281" /></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span><strong>การสร้างระบบ Microchannel Heat Exchanger ด้วยกระบวนการสร้างไมโครชิป</strong></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>ในแต่ละการทดลองของสถาณี ALICE มีความจำเป็นต้องส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาเสี้ยววินาที ส่งผลให้เกิดความร้อนและอุณหภูมิที่สูงขึ้นตามมาด้วย มีผลทำให้ประสิทธิภาพการประมวลผลลดลง จึงจำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม โดยระบบระบายความร้อนต้องมีผลกระทบกันการเดินทางของอนุภาคให้น้อยที่สุด<br />นักวิจัย CERN จึงร่วมมือกับทาง TMEC ในการออกแบบและสร้างชิประบบระบายความร้อน โดยสามารถสร้างเป็นระบบที่มีท่อจำนวนมาก โดยแต่ละท่อจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเท่าเส้นผม ทำให้ประสิทธิภาพในการพาความร้อนสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจากการทดสอบโดย CERN พบว่า ต้นแบบนี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะถูกพัฒนาต่อไปให้ใช้ร่วมกับ pixel detector ในอนาคตได้</p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/77-300x205.jpg" alt="" width="523" height="357" /></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span><strong>4) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (King Mongkut&#8217;s University of Technology Thonburi, KMUTT) </strong></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>การเตรียมการอัปเกรดเครื่องตรวจจับอนุภาคของการทดลอง ALICE ของ CERN ในปี ค.ศ. 2021 จะทำให้ระบบสามารถตรวจจับการชนกันของอนุภาค Hadron ขนาดใหญ่ด้วยอัตรามากถึง 50 KHz ซึ่งทำให้มีการอัปเกรดระบบการคำนวณที่ใช้ในการทดลอง ALICE ที่มีชื่อว่า Online-Offline Computing System หรือ ระบบ O2 โดยที่แนวคิดของกรอบการทำงานของระบบคำนวณดังกล่าว ประกอบด้วยการนำการสร้างการชนกันขึ้นมาใหม่แบบออนไลน์ และการเก็บข้อมูลของการชนที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดไปจัดเก็บข้อมูลอย่างถาวร</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ คือ ทำให้สามารถประมวลผลด้วยอัตราเร็วสูงสุดบนแพลตฟอร์มการคำนวณที่มีความแตกต่างกัน ทีมนักศึกษาและอาจารย์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้มีส่วนความรับผิดชอบในการออกแบบ การควบคุม (Control) การปรับแต่ง (Configuration) และการเฝ้าสังเกต (Monitoring) หรือ เรียกโดยย่อว่า CCM</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>ในส่วนของการควบคุม ทางทีม มจธ. ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบของส่วนการควบคุมตามความต้องการที่ได้จาก ALICE โดยต้นแบบสามารถส่งคำสั่งไปยังโพรเซสที่กำลังทำงานอยู่ เพื่อที่จะเปลี่ยนเงื่อนไขและความต้องการในการทำงานได้ นอกจากนี้ ส่วนควบคุมต้องรองรับคำสั่งพื้นฐาน เช่น การหยุดการทำงานชั่วคราวของโพรเซส การกลับมาทำงานของโพรเซส การยกเลิกการทำงานของโพสเซส และการอยู่ในสถานะพร้อมทำงานของโพรเซส</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>นอกจากนี้ทางทีม มจธ. ได้วิเคราะห์เวลาที่จะตอบสนองต่อการควบคุมโพรเซสในระบบ O2  เมื่อมีจำนวนเครื่องในคลัสเตอร์หรือโพรเซสเปลี่ยนไปในอนาคตอีกด้วย</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>ในส่วนของการปรับแต่ง มุ่งเน้นไปที่การออกแบบระบบการปรับแต่งค่า โดยระบบการปรับแต่งค่าต้องสามารถรองรับการปรับค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทั้งของโพรเซส และสภาวะแวดล้อมได้ในขณะประมวลผล โดยอาศัยการตรวจดูสถานะของเครื่องประมวลผลที่ร่วมในการคำนวณ ทั้งนี้การปรับค่าต้องสามารถทำได้ด้วยมือและแบบอัตโนมัติ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและความสามารถในการประมวลผลที่สูงขึ้น รวมทั้งสามารถใช้งานเครื่องประมวลผลในคลัสเตอร์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทางทีมมจธ. ได้ทดลองการปรับค่าพารามิเตอร์แบบอัตโนมัติแล้วพบว่า ประสิทธิภาพในเชิงการตอบสนองด้านเวลา เมื่อมีการปรับแต่งพารามิเตอร์ จะขึ้นอยู่กับจำนวนเซิร์ฟเวอร์ จำนวนโพรเซส และจำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องปรับแต่ง เป็นหลัก</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>จากการทดลองดังกล่าว ทำให้สามารถสร้างสมการคณิตศาสตร์ที่จะช่วยทำนายเวลาในการตอบสนองหลังการปรับแต่งพารามิเตอร์ ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ เพื่อตัดสินใจจะยอมรับการปรับแต่งและเวลาในการตอบสนองนี้หรือไม่ต่อไป</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>ในส่วนของการเฝ้าสังเกต เครื่องมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลของเครื่องในระบบ O2 รวมถึงการระบุรูปแบบการทำงานที่ผิดปกติ โดยใช้ข้อมูลทรัพยากรของเครื่องในระบบ (เช่น การใช้งาน CPU การใช้หน่วยความจำการใช้งานดิสก์ I / O ฯลฯ ) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะต้องรวบรวมผ่านระบบการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้สำหรับการระบุความล้มเหลวของเครื่องได้อย่างทันท่วงที แต่อย่างไรก็ตาม ระบบเฝ้าระวังเครื่องที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถระบุความล้มเหลวได้ทันที รวมถึงความล้มเหลวที่พบในภายหลัง มักจะแก้ไขได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาแพง ดังนั้นทางทีม มจธ. จึงเสนอกรอบการเฝ้าระวังและตรวจสอบความล้มเหลวของเครื่องเชิงรุก สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ระบบเฝ้าระวังที่นำเสนอนั้นใช้ Elasticsearch-Logstash-Kibana (ELK) ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากระบบการคำนวณแบบกระจาย และตรวจสอบความล้มเหลว โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องด้วยวิธี Support Vector Machine (SVM)</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>จากการทดลองพบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถให้ความแม่นยำสูงสุดถึง 90% ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยให้การดูแลรักษาเครื่องของ O2 มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น</p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span><strong>ความสำเร็จและแผนการนำไปติดตั้ง </strong></p><p><span style="color: var( --e-global-color-text );">     </span>ระบบ ITS ที่ได้รับการปรับปรุงแล้วจะถูกนำมาติดตั้งและทดสอบที่ห้องปฏิบัติการ ALICE ITS บนภาคพื้นดินเพื่อทดสอบการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่จะถูกนำลงไปติดตั้งยังบริเวณชั้นใต้ดินในปลายปี พ.ศ. 2563  ซึ่งการปรับปรุงนี้จะสามารถช่วยให้ ALICE ตรวจจับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการชนของไออนหนักได้ละเอียดมากขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุภาคที่เกิดขึ้นแล้วสลายตัวไปภายในเวลาเสี้ยววินาทีที่สั้นมาก ๆ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" style="text-align: center; color: var( --e-global-color-text );" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/02/88-300x225.jpg" alt="" width="479" height="359" /></p><p> แสดงแถบรองรับเซนเซอร์ (stave)ที่นำมาประกอบเป็นครึ่งของทรงกระบอกในละชั้นของระบบตรวจวัดทางเดินของอนุภาคด้านใน (Inner Tracking System, ITS)   </p>								</div>
				</div>
					</div>
		</div>
					</div>
		</section>
				</div>
		<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/acti-2565-01/">ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE/CERN</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โครงการ National e-Science Infrastructure Consortium</title>
		<link>https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/jan1920219/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=jan1920219</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[chanchai wongsarasin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Jan 2019 04:24:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กิจกรรม-ด้านงานวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://10.223.74.30:34910/?p=8625</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการ National e-Science Infrastructure Consortium      ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเซิร์นครั้งที่ 3 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรโครงการ WLCG : Worldwide LHC Computing Grid ของเซิร์น และมีพระราชดำริว่า ประเทศไทยควรจะจัดทำโครงการคำนวณลักษณะกริดด้วย เพื่อประยุกต์ใช้งานภายในประเทศและขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกับ WLCG ได้ด้วย      จึงได้มีการได้ดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงาน เพื่อร่วมดำเนินการจัดทำโครงการ National e-Science Infrastructure Consortium เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 ประกอบด้วย    (1) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ&#124;  (2) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   (3) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   (4) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ    (5) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)   อ่านต่อ</p>
<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/jan1920219/">โครงการ National e-Science Infrastructure Consortium</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="8625" class="elementor elementor-8625" data-elementor-post-type="post">
						<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-e30aee0 elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="e30aee0" data-element_type="section" data-e-type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-33 elementor-top-column elementor-element elementor-element-b942dde" data-id="b942dde" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-7348349 elementor-nav-menu__text-align-aside elementor-widget elementor-widget-nav-menu" data-id="7348349" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-settings="{&quot;layout&quot;:&quot;dropdown&quot;,&quot;submenu_icon&quot;:{&quot;value&quot;:&quot;&lt;i class=\&quot;fas fa-caret-down\&quot; aria-hidden=\&quot;true\&quot;&gt;&lt;\/i&gt;&quot;,&quot;library&quot;:&quot;fa-solid&quot;}}" data-widget_type="nav-menu.default">
				<div class="elementor-widget-container">
								<nav class="elementor-nav-menu--dropdown elementor-nav-menu__container" aria-hidden="true">
				<ul id="menu-2-7348349" class="elementor-nav-menu"><li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28465"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/info-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">ความเป็นมา</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28462"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28463"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-ด้านงานวิจัย</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28464"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-development-of-manpower/" class="elementor-item" tabindex="-1">กิจกรรม-พัฒนากำลังคน</a></li>
<li class="menu-item menu-item-type-post_type menu-item-object-page menu-item-28457"><a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/cern-report/" class="elementor-item" tabindex="-1">รายงานปฏิบัติงานวิจัย-cern</a></li>
</ul>			</nav>
						</div>
				</div>
					</div>
		</div>
				<div class="elementor-column elementor-col-66 elementor-top-column elementor-element elementor-element-faaed8f" data-id="faaed8f" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-9d6982e elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="9d6982e" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
									<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt; color: #800080;"><strong>โครงการ </strong><strong>National e-Science Infrastructure Consortium</strong></span></p><p>     ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเซิร์นครั้งที่ 3 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรโครงการ WLCG : Worldwide LHC Computing Grid ของเซิร์น และมีพระราชดำริว่า ประเทศไทยควรจะจัดทำโครงการคำนวณลักษณะกริดด้วย เพื่อประยุกต์ใช้งานภายในประเทศและขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกับ WLCG ได้ด้วย</p><p>     จึงได้มีการได้ดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงาน เพื่อร่วมดำเนินการจัดทำโครงการ National e-Science Infrastructure Consortium เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 ประกอบด้วย</p><p>   (1) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ<br />|  (2) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />   (3) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี<br />   (4) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ<br />    (5) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)   <a href="https://www.slri.or.th/thaicern/index.php/national-e-science.html">อ่านต่อ</a></p><p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8626" src="http://www.princess-it.org/wp-content/uploads/2023/05/U_eScience_174-300x200.jpg" alt="" width="617" height="412" srcset="https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/05/U_eScience_174-300x200.jpg 300w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/05/U_eScience_174-1024x683.jpg 1024w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/05/U_eScience_174-768x512.jpg 768w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/05/U_eScience_174-1536x1024.jpg 1536w, https://www.princess-it.or.th/wp-content/uploads/2023/05/U_eScience_174-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 617px) 100vw, 617px" /></p>								</div>
				</div>
					</div>
		</div>
					</div>
		</section>
				</div>
		<p>The post <a href="https://www.princess-it.or.th/project-cern/activity-cern/activity-cern-research/jan1920219/">โครงการ National e-Science Infrastructure Consortium</a> appeared first on <a href="https://www.princess-it.or.th">มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
